ประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับเซรามิค

[vc_row][vc_column][vc_row_inner][vc_column_inner][vc_single_image image=”370″ img_size=”full” alignment=”center”][vc_column_text]ในสมัยก่อน เซรามิกส์หมายถึงศิลปะที่เกี่ยวข้องกับเครื่องปั้นดินเผา เนื่องจากคำว่า “ เซรามิค ” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกว่า“เครามอส” ซึ่งหมายถึงวัสดุที่ผ่านการเผา ปัจจุบันนี้ เซรามิค หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัตถุดิบในธรรมชาติ วัสดุหลักคือ ดินเหนียว หิน ทราย และแร่ธาตุต่างๆ นำมาผสมกัน แล้วทำเป็นสิ่งประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา แบ่งตามลักษณะเนื้อของดิน คือ ชนิดที่ดูดซึมน้ำได้ มีทั้งชนิดที่เคลือบ และไม่เคลือบ หลังจากนั้นจึงนำไปเผาเพื่อเปลี่ยนเนื้อวัตถุให้แข็งแรง สามารถคงรูปอยู่ได้

กระบวนการผลิตเซรามิคมีขั้นตอน  ดังนี้

  1. การเตรียมวัตถุดิบ
  2. การขึ้นรูป
  3. การตากแห้ง
  4. การเผาดิบ
  5. การเคลือบ
  6. การเผาเคลือบ เซรามิค เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากอนินทรีย์สาร จำพวกอโลหะซึ่ง ได้แก่ แร่ธาตุดิน หินต่างๆ โดยนำมาบดย่อยแล้วผสมน้ำ และนำไปขึ้นรูปตามวิธีการต่างๆ ผึ่งแห้งแล้วนำไปผ่านขบวนการ ให้ความร้อนจนได้เป็นผลิตภัณฑ์ ตามที่ต้องการ

[/vc_column_text][vc_single_image image=”371″ img_size=”full” alignment=”center”][vc_column_text]ประเภทของเซรามิค

ผลิตภัณฑ์ จากเซรามิกส์ก็เป็นวัสดุอีกประเภทที่เราคุ้นเคยและมักเห็นเป็นประจำใน เครื่องครัว สำหรับผลิตภัณฑ์เซรามิกส์ในห้องครัวที่เราคุ้นเคยมีด้วยกัน 4 ประเภทหลักๆ คือ เอิร์ทเทนแวร์ (Earthenware) สโตนแวร์ (Stoneware) ปอร์ซเลน (Porcelain) และโบนไชน่า (Bone China) ซึ่งเมื่อแยกประเภทโดยคุณสมบัติโปร่งแสงแล้ว เอิร์ทเทนแวร์และสโตนแวร์จะทึบแสง ส่วนปอร์ซเลนและโบนไชน่าจะโปร่งแสงคือเมื่อนำไปส่องไฟจะเห็นว่าแสงสามารถ ผ่านได้

                1. เอิร์ทเทนแวร์(Earthenware) เป็นเซรามิกส์ที่มนุษย์รู้จักมานับพันปีแล้ว และปัจจุบันเราเห็นกันในรูปหม้อดิน กระถางต้นไม้ รูปปั้นต่างๆ เป็นต้น เซรามิกส์ประเภทนี้มีความพรุนสูง แตกหักง่าย เมื่อใส่อาหารหรือของเหลวจะถูกดูดซึมลงในเนื้อภาชนะ ทำให้มีการสะสมของกลิ่นหรือเชื้อโรคได้จึงควรใช้วัสดุอื่นรองก่อนใส่อาหาร หรือของเหลวลงไป อีกทั้งยังไม่ควรใช้กับเครื่องไมโครเวฟเนื่องจากอากาศและน้ำอาจขยายตัวจน ระเบิดอย่างรุนแรงได้

                2. สโตนแวร์(Stoneware) เป็นเซรามิกส์ที่เนื้อดินหลอมกันแน่นกว่าเอิร์ทเทนแวร์ ไม่เปราะและแตกง่ายเมื่อกระทบกัน สามารถใช้ได้กับเตาอบและไมโครเวฟ แต่ก็ควรจะเลือกที่มีสัญลักษณ์ Oven/Microwave safe เพื่อความปลอดภัย ส่วนความสามารถในการดูดซึมน้ำจะน้อยกว่าเอิร์ทเทนแวร์ เซรามิกส์ประเภทนี้มีกำเนิดในประเภทจีนและซีเรียเมื่อเกือบ 3,000 ปีก่อนศริสต์ศักราช

                3. ปอร์ซเลน(Porcelain) เป็นภาชนะที่บาง เบา มีความหรูหราและทันสมัย เนื้อดินมีความแข็งแกร่งมาก ไม่บิ่นและแตกง่ายเมื่อกระทบกัน แสงสามารถผ่านได้เมื่อส่องไฟ มีส่วนผสมของดินขาว เฟลด์สปาร์และควอตซ์ เซรามิกส์ชนิดนี้ถือกำเนิดในประเทศจีนยุคราชวงศ์ถัง

                4. โบนไชน่า(Bone China) เป็นเซรามิกส์เนื้อดีที่สุด มีลักษณะบางและเบา แต่มีความแข็งแกร่งเป็นเลิศ ออกสีขาวหรือสีงาช้าง โปร่งแสง  โดยหากนำมือหรือวัตถุทึบแสงไปกั้นระหว่างแหล่งกำเนิดแสงกับผลิตภัณฑ์แล้ว จะสามารถสังเกตเห็นเงาของมือหรือวัตถุปรากฏผ่านได้ เวลาเคาะจะมีเสียงดังกังวาลใส ส่วนผสมหลักของโบนไชน่า คือ เถ้ากระดูกสัตว์ (Bone ash)[/vc_column_text][vc_single_image image=”372″ img_size=”full” alignment=”center”][vc_column_text]                การผลิต Bone ash ที่เป็นผงละเอียดสำหรับใช้ในงานทางเซรามิกนั้น เริ่มต้นจากการนำกระดูกของสัตว์เช่น วัว ควาย มาล้างทำความสะอาดพวกคราบไขมัน เลือด ออกให้หมด แล้วนำไปเผา (Calcine) ที่อุณหภูมิประมาณ 900-1000°C โดยมีการควบคุมปริมาณสารอินทรีย์ในเถ้ากระดูกไว้เพื่อเป็นตัวช่วยให้เกิดความเหนียวอยู่บ้าง โดยควบคุมค่าความถ่วงจำเพาะให้อยู่ที่1.9-2.0 g/ccหลังจากนั้นนำไปบดโดยใช้ Ball mill ควบคุมความละเอียดของน้ำสลิป เมื่อได้ความละเอียดตามที่ต้องการแล้ว จึงนำไปอบแห้ง เพื่อเก็บไว้ใช้งานต่อไป ถ้า Bone ash มีการเก็บ stock ไว้มาก จำเป็นจะต้องใส่ถุงและปิดให้สนิท เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยากับ CO2 เพราะจะทำให้การไหลตัวของน้ำสลิปที่ผสม Bone ash เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากทำให้เกิดปัญหาในการเทแบบ[/vc_column_text][vc_single_image image=”373″ img_size=”full” alignment=”center”][vc_column_text]                Bone ash เป็นวัตถุดิบ สำหรับผลิตภัณฑ์ประเภทโบนไชน่า (Bone China) โดยทำหน้าที่เป็นตัวช่วยลดจุดหลอมตัว นอกจากนี้ยังทำให้เนื้อผลิตภัณฑ์มีความขาวมากขึ้น และมีความโปร่งใส (Translucent) ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์โบนไชน่าดูสวยงามน่าใช้งานและมีราคาสูงกว่าผลิตภัณฑ์เซรามิกชนิดอื่น

แต่ปัญหาของการใช้ Bone ash ในเนื้อผลิตภัณฑ์ ก็คือ จะมีการหดตัวสูง มีการเกิดเนื้อแก้วขึ้นมาก และช่วงอุณหภูมิในการเผาแคบ ผลิตภัณฑ์มีโอกาสที่จะเกิด Over firing ได้ง่าย ดังนั้นโดยปกติของกระบวนการผลิตโบนไชน่านั้นหลังจากได้ผลิตภัณฑ์ดิบแล้ว จะเผาบิสกิทที่อุณหภูมิสูง โดยมีตัว support รองเผาเพื่อกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์บิดเบี้ยว แล้วจึงนำไปชุบเคลือบ ซึ่งเมื่อเผาบิสกิทที่อุณหภูมิสูงนั้นทำให้ รูพรุนในเนื้อบิสกิทเหลือน้อยมาก การชุบเคลือบจึงเป็นไปได้ยาก ผลิตภัณฑ์โบนไชน่า จึงมักมีการอุ่นบิสกิทก่อนการชุบ หรือสเปรย์เคลือบเพื่อช่วยให้เคลือบยึดติดได้ง่ายขึ้น รวมทั้งเติมตัวช่วยยึดเกาะ (Binder) ลงไปในน้ำยาเคลือบด้วย หลังจากเคลือบแล้ว จึงนำไปเผาเคลือบอีกครั้งที่อุณหภูมิต่ำ (อยู่ในช่วงต่ำกว่าเผาบิสกิท100°C เพื่อป้องกันการเกิด Over firing ของเนื้อดิน)

การใช้งาน Bone ash ในเคลือบนั้น มีการเติมลงไปเพื่อจุดประสงค์ที่จะทำให้เกิดความทึบแสง (Opacity) ที่อุณหภูมิต่ำ ส่วนเคลือบอุณหภูมิสูงนั้น มีการเติม Bone ash ลงไปในปริมาณไม่มากนัก (ไม่เกิน 4 %) เพื่อช่วยปรับปรุงสีให้มีความหลากหลายเฉดสี โดยเฉพาะพวกเคลือบสีแดงของคอปเปอร์ (Copper red) และพวกเคลือบผลึกของ Fe-Tiที่เป็นสีน้ำตาลทอง

ในโลหะเคลือบมีการใช้งาน Bone ash เพื่อเป็นตัวเติมให้ทึบแสงเช่นกัน แต่ต้องระวังปัญหาเรื่องรูพรุน รูเข็ม และเคลือบหลุดร่อนออกจากโลหะที่ทำการเคลือบได้[/vc_column_text][/vc_column_inner][/vc_row_inner][vc_row_inner][vc_column_inner][vc_column_text]

จานชามเซรามิค จานชามเมลามีน จานชามเมลามีนสไตล์ญี่ปุ่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม
สำหรับร้านอาหาร สวนอาหาร โรงแรม รีสอร์ท ขายส่งตรงจากโรงงาน โทร 088-639-8791

[/vc_column_text][/vc_column_inner][/vc_row_inner][/vc_column][/vc_row]

สอบถามโปรโมชั่น คลิก
LINE
สอบถามโปรโมชั่น โทร
สอบถามโปรโมชั่น คลิก